MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์"ลาทีปีโค(โยตี้) รวมข่าวฮานานาชาติ-ปฏิทินเพี้ยน 2553

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6972 ข่าวสดรายวัน


"เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์"ลาทีปีโค(โยตี้) รวมข่าวฮานานาชาติ-ปฏิทินเพี้ยน 2553


เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์




"เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์ ภาคพิ เศษ" ลาทีปีวัวมอๆ-ต้อนรับปีเสือโฮกๆ วันนี้ขอสรุปรวบ 5 ข่าวเด่นใน รอบปี พร้อมเปิดภาพสี่สี "ปฏิทินหลุดโลกรับปี 2553"

ขำวันละนิด จิตแจ่มใส ไร้โรคภัยกันโดยถ้วนทั่วนะคะ!



1.เพนกวิน"พันธุ์เกย์

"ในสังคมคนมี "เกย์-ชายรักชาย" ได้แล้วไฉนในสังคมสัตว์ จะมีเรื่องรักร่วมสายพันธุ์มั่งไม่ได้?

ที่สวนสัตว์โพลาร์แลนด์ แดนจีน มี "เพนกวิน" คู่รักชื่อดังอยู่ 1 คู่

มันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกรงเดียวกันแบบ "ผัวเมีย" แม้จะเป็น "ตัวผู้" เหมือนกันเด๊ะ!

เจ้า หน้าที่สวนสัตว์เล่าว่า "เพนกวินเกย์" ชอบแอบไปขโมย "ไข่" ของแม่เพนกวินตัวอื่นๆ มา "กก" เป็นประจำ ด้วยอารมณ์อยากมีลูกกะเค้าบ้าง

ใน ที่สุดก็เลยใจอ่อน ตัดสินใจจัดงาน "มงคลสมรส" ให้เป็นทางการ แล้วไปเอาไข่ที่แม่เพนกวินทิ้งๆ ขว้างๆ มาให้ "เพนกวินเกย์" กกจนฟักออกมาเป็นตัว

"ทุกวันนี้กลายเป็นว่าคู่เกย์เลี้ยงลูกเพนกวินอย่างทะนุถนอมดีกว่าคู่เพนกวินผัวเมียจริงๆ เสียอีก!"



2.แต่งกับ"เกม"

เพี้ยนได้โล่..เลยล่ะค่ะ สำหรับหนุ่มโสดชาวญี่ปุ่นคนนี้

ข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงโตเกียว ว่า หนุ่มคลั่งเกม เจ้าของฉายา "ซาล 9000" เกิดหลงรักตัวละครทรงสะบึมหัวปักหัวปำ



สาว ไร้ชีวิตคน (ตัว) นี้มีชื่อเพราะพริ้ง "เนเน่ อาเนะกาซากิ" เป็นดาวเด่นอยู่ใน เกม "เลิฟพลัส" ซึ่งใช้เล่นกับเครื่องนินเทนโด ดีเอส

เมื่อปรอทรักพุ่งถึงขีดสุด "ซาล 9000" เลยถือเกมดังกล่าวไปเข้าพิธีแต่งงาน

และหอบหิ้วพาเนเน่ไปฮันนีมูน ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เกาะกวม

แล้วก็ยังอัดคลิปวิดีโอ ประกาศความรักข้ามมิติให้ชาวโลกรับรู้ผ่านเว็บไซต์ยูทูบโดยไม่อายฟ้าดินซะด้วย



3."เซ็กซ์ทอย"สุนัข

เวลา "มนุษย์กลัดมัน" ยังพอมีทางระบายออก "ความใคร่" ใช่มะคะ

แต่กับหมาโฮ่งๆ นี่สิ..ถ้าอยู่เฝ้าบ้านตัวเดียวเปลี่ยวใจ จะมีสิ่งใดมาช่วยปลดเปลื้องราคะยามถึงเดือน 12

เพื่อ ช่วยแก้ปัญหานี้ บริษัทเพ็ตสไมลิ่ง (รอยยิ้มสัตว์เลี้ยง) แดนบราซิล จึงพัฒนา-ออกแบบ "เซ็กซ์ทอย" หรือของเล่นบำบัดอาการหื่นสำหรับ "สุนัข" โดยเฉพาะ

โดยใช้พลาสติกซิลิโคนอย่างดี ขึ้นรูปเป็นสุนัขเพศเมีย มีความแข็งแรง พร้อมให้โฮ่งหนุ่มกลัดมันขย่มเขย่าเต็มพิกัด

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บ petsmiling.com นะจ๊ะ...บรู๊วววว์!



4."ป๋าบุช"หัวงู??

ป๋า "บุช ซีเนียร์" อดีตประธานาธิบดีเจ้าโลกมะริกัน เกือบโดนชาวบ้านประณามว่าเป็น "ไอ้เฒ่าหัวงู" ไปซะแร้ววว์



ภายหลังสื่อบันเทิง "ทีเอ็มซี" แฉภาพขณะป๋าบุชปล่อยให้สตรีผมแดงหุ่นนางแบบไป "นั่งตัก" ในสภาพสวมชุดบิกินีสุดเซ็กซี่

แหะๆ แต่งานนี้ป๋าบุชรอดตัวไป เพราะพอสืบไปสืบมาปรากฏว่าไม่มีอะไรในกอไผ่

อันที่จริงสาวบิกินีเธอมีชื่อว่า "เคธี่ คาเมรอน" ซึ่งว่าจ้างมาสร้างสีสันในงานวันเกิดฉลองอายุ 84 ปีของ "ภริยา" ป๋าบุช นั่นเองจ้า!



5.คู่ตรงข้าม!

ในวันเปิดตัวหนังสือรวมบันทึกสถิติที่สุดในโลก "กิสเนสส์ เวิลด์ เร็กคอร์ด 2552" ณ จัตุรัส ทราฟัลการ์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ทีมงานสร้างความฮือฮาด้วยการเชิญ 2 มนุษย์ผู้มีร่างกายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มาชักภาพร่วมกัน

1 นาย คือ "เหอปิงปิง" เจ้าของตำแหน่งบุรุษตัวเตี้ยที่สุดในโลก (และเดินได้ด้วย) ผู้มีส่วนสูงแค่ 29.37 นิ้ว

กับอีก 1 นาง คือ "สเว็ตลานา แพนคราโตวา" เจ้าของสถิติผู้หญิงขายาวที่สุดในโลก 51.96 นิ้ว!

ต่อให้ "เหอ" ยืนเขย่งสุดๆ ตัวยังสูงไม่ถึงหัวเข่านู๋ "สเว็ตลานา" เธอเลยง่ะ



รวมมิตร"ปฏิทินพิสดาร2553"



1.นักบวชหวิว - ปฏิทินพระ หรือนักบวชนิกายมอร์ มอนในสหรัฐอเมริกา จัดทำโดยบริษัทมอร์มอนเอ็กซ์โพซ ชูจุดขายนำนักบวชหนุ่มหล่อล่ำมาเป็นนายแบบ

2.สาวชาวไร่ - ถึงคิวปฏิทินจาก "สวิตเซอร์แลนด์" กันมั่ง ภูมิใจเสนอภาพเซ็กซี่เล็กๆ ของ "สาวชาวไร่" สุดสวย 12 คน ถ่ายภาพรวบรวมสารพัดอิริยาบถขณะกำลังทำไร่ ไถนา และเลี้ยงสัตว์

3.ลีลาโฮ่ง- ในสหรัฐอเมริกามีผู้ผลิตปฏิทินสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ มากมายก่ายกอง ที่ได้รับความสนใจจากสื่อรวมถึง 2 ชุดนี้ด้วย คือ ชุดรวมภาพหมาเล่นกระดานโต้คลื่น กับภาพตัดต่อน้องหมาโชว์ลีลาเล่น "โยคะ" พลิ้วสุดๆ ไปเลย

4.มุขแป้ก- แม้คนผลิตปฏิทินชุดนี้มีเจตนาขำๆ แต่องค์กรศาสนาคริสต์ในสเปนต่าง "ร้องยี้" ควันออกหู รุมประ ณามเรียกร้องให้เก็บจากแผงโดยด่วน เพราะจัดทำโดยสมาคมกลุ่มคนรักร่วมเพศ ดึงเอาเรื่องเล่าจากคัมภีร์ "ไบเบิล" มาสร้างฉากถ่ายภาพและใช้ "ชายนะยะ" กับ "สาวฉิ่งฉับ" เป็นผู้แสดงแบบ

5."โลงศพ"มั้ยเพ่- บริษัทขายโลงศพ "โคฟานิฟูนิบรี" แดนอิตาลี พิมพ์ปฏิทินปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับลักษณะธุรกิจก็เลยออกมาแบบที่เห็นนี่แหละ จับสาวๆ มาสวมชุดโบ ราณๆ แนว "โกธิก" มาประกบคู่โลงรุ่นต่างๆ

6.ผีลืมหลุม- ปฏิทินสำหรับคนไม่กลัวผี แต่งหน้าแต่งตานางแบบนายแบบให้เป็นผี "ซอมบี้" เลือดท่วมตัว ดูแล้วน่าเมิน.. เอ๊ย..น่ามองชะมัดเล้ยยยย์...อึ๋ยส์!


หน้า 7
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObWIzSXpNRE14TVRJMU1nPT0=&sectionid=TURNd05nPT0=&day=TWpBd09TMHhNaTB6TVE9PQ==

--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"กุหลาบเปอร์ฟูมดีไลท์" หอมที่สุด

 
Pic_55790

กุหลาบเปอร์ฟูมดีไลท์

ผู้ อ่าน จำนวนมากขอให้แนะนำกุหลาบพันธุ์ที่มีดอกสวยงาม และดอกมีกลิ่นหอมแรงบ้างเนื่องจากต้องการนำไปมอบให้คนที่เป็นพิเศษ และเป็นที่รักนับถือ ไม่ต้องการใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ หรือดอกไม้ปลอม ผู้รับจะได้รู้ถึงสื่อความหมายเมื่อได้รับมอบแล้ว ซึ่ง ในหมู่ กุหลาบเท่าที่เคยแนะนำในคอลัมน์ไปนั้น "กุหลาบเปอร์ฟูมดีไลท์" จัดได้ว่า เป็นกุหลาบที่มีดอกสวยงาม และ ดอกมีกลิ่นหอมแรงเป็นอันดับหนึ่ง โดยกลิ่นของดอกจะหอมเป็นกลิ่นกุหลาบอย่างแท้จริง ใครได้พบเห็นและได้สูดดมกลิ่นหอมแล้วจะชื่นชอบและหลงใหลในเสน่ห์ทันที

กุ หลาบเปอร์ฟูมดีไลท์ อยู่ในวงศ์ ROSACEAE มีถิ่นกำเนิดจากประเทศในแถบยุโรป ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในประเทศไทยนานกว่า 40-50 ปีแล้ว มีความโดดเด่นคือ ดอกมีขนาดใหญ่ สีสันของดอกสวยงาม และดอกมีกลิ่นหอมแรงเหมือนสูดดมกลิ่นหอมจากหัวน้ำหอม จึง ถูกตั้งชื่อว่า "เปอร์ฟูมดีไลท์" ดังกล่าว โดยผู้ขายเล่าด้วยว่า ผู้ปลูกในประเทศไทยนิยมปลูกเพื่อเก็บเอาดอกปักแจกัน "บูชา ร.5" จะเข้าลักษณะทุกอย่างและดีมาก

กุหลาบเปอร์ฟูมดีไลท์ เป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบออกสลับ ใบย่อย 5-7 ใบ ใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อย หูใบแนบติดก้านใบ ใบอ่อนเป็นสีเขียวปนน้ำตาลแดง เวลาแตกยอดอ่อนเยอะๆจะน่าชมยิ่ง

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ที่ปลายกิ่ง ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอกเรียงซ้อนกันหลายชั้น แต่ละชั้นจะมีกลีบดอก 5-6 กลีบ กลีบชั้นนอกจะมีขนาดใหญ่กว่าชั้นในที่อยู่ถัดไปตามลำดับ กลีบดอกเป็นสีชมพูเข้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอมแรงเป็นกลิ่นกุหลาบ เป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัว ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง ติดตา และหน่อ มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง "ป้าแอ๊ด-คุณขวัญ" ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกประดับ หรือมอบผู้เป็นพิเศษหรือผู้เป็นที่รักนับถือมีสื่อความหมายดีมาก

ครับ ผู้อ่านไทยรัฐคือผู้มีพระคุณ และเป็นผู้ยิ่งใหญ่เสมอสำหรับเรา "นายเกษตร" ขอขอบคุณแฟนพันธุ์แท้ที่ส่ง ส.ค.ส.ไปอวยพรให้มากมาย ก็ขอให้พรเหล่านั้นสะท้อนกลับทุกคนเช่นกัน สิ่งไหนไม่ดีในปีเก่า ทบทวนให้ถ่องแท้และตัดทิ้งไป เพื่อการก้าวเดินอย่างมั่นคงต่อไปในปีใหม่ ขอให้ทุกคนสุขภาพดี สติปัญญาเฉียบแหลม ใช้จ่ายเงินแบบรู้คุณค่า และมีความสุขมากๆ พบกันอีกครั้ง ปีหน้า ปี 2553 ครับ.

"นายเกษตร"

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 30 ธันวาคม 2552, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/55790
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809/wordcamp-bangkok-2009-pool-party

สบท.เร่งสางปมนัมเบอร์พอร์ตริตี้รับปี 53

Pic_56049

สบท.ยันปี 53 จะเร่งสานต่อการเพิ่มอายุบัตรเติมเงินโทรศัพท์ให้มีอายุ 90 วันทุกการเติมเงิน และการให้สิทธิ์ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนเครือข่ายได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเลข หมายให้แล้วเสร็จ...

นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือสบท. กล่าวว่า ขณะนี้ สบท.ของบประมาณดำเนินงานปี 2553 จำนวน 190 ล้านบาท  จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. เพื่อนำมาเร่งสานต่อการดำเนินงานต่างๆ ให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ จะเดินหน้าประสานงานกับผู้ให้บริการทุกเครือข่ายโทรศัพท์ เรื่องการต่ออายุบัตรเติมเงินให้มีอายุ 90 วันในทุกครั้งที่เติมเงิน จากเดิมที่แบ่งอายุบัตรเติมเงินตามจำนวนเงิน อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ประกอบการบางรายที่เห็นด้วย แต่ก็ยังเหลือบางรายที่ต้องเข้าไปติดต่อประสานงานเพื่อให้ดำเนินการไปในทิศ ทางเดียวกัน

ผอ.สบท. กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของกทช. ว่าเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ หากเห็นชอบก็จะประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเติมเงินโทรศัพท์ทุกครั้ง ก็จะมีอายุการใช้งานถึง 90 วัน นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายศูนย์การให้บริการร้องเรียนให้ได้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการร้องเรียนสิทธิการใช้บริการโทรคมนาคม เนื่องจากปัจจุบันมีศูนย์ร้องเรียนทั้งหมด 26 ศูนย์ทั่วประเทศ

นาย แพทย์ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า สบท.จะเร่งผลักดันให้การดำเนินการ การให้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือนัมเบอร์พอร์ตริตี้ (Number Portability) หรือการให้สิทธิ์ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนเครือข่ายการใช้บริการโทรศัพท์ได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเลขหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้จริงในปี 2553

http://www.thairath.co.th/content/tech/56049

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger

วันพฤหัสบดีที่ 14 ม.ค. 53 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ชั้น 2 วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต

ข่าว ฝากประชาสัมพันธ์ จากวิทยาลัยการจัดการมหิดล ม.มหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต ขอเชิญร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ "ถอดรหัส CEM เรื่องจริงที่ต้องแชร์"  
 ผู้เขียน: ธนัชชา (saruaygrun สมาชิก)  
มี งานสัมมนาดีๆ มาฝากค่ะ ... ขอเรียนเชิญผู้สนใจเรื่องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเข้าร่วม สัมมนาในหัวข้อ "ถอดรหัส CEM เรื่องจริงที่ต้องแชร์" โดยมีเนื้อหาดังนี้ -          แนวคิดในการทำ CEM (Customer Experience Management) เพื่อให้ลูกค้าเกิดความผูกพันใกล้ชิดและภักดีในตราสินค้าและองค์กร -          ขั้นตอนการดำเนินการทำกลยุทธ์ CEM -          กรณีศึกษาการทำกลยุทธ์การตลาดด้วย CEM จากองค์กรชั้นนำของไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์โดยนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการนำกลยุทธ์ CEM มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ม.ค. 53 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ชั้น 2 วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต .. งานนี้สัมมนาฟรี..ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดย ผู้เข้าร่วมงานสัมมนา สามารถสำรองที่นั่ง ได้ 2 ช่องทาง 1. ทางโทรศัพท์ ติดต่อ ธนัชชา โทร.082-4862301 หรือ คุณอริศราโทร. 081-7030433 2. ทาง EMail โดย แจ้งชื่อ- นามสกุล บริษัท และ เบอร์โทรศัพท์ กลับมาที่ thanatcha.eve@gmail.com และ idea_kwang@hotmail.com

วันที่ :  29 ธันวาคม 52 14:32



--
http://www.pridiinstitute.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 เวลา 9.00 - 15.30 น. ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ชั้น 2 ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมจัดงานสัมมนา
เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงในนโยบายของสหรัฐต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย”


คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์, สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และสมาคมอเมริกาศึกษาแห่งประเทศไทย (ASAT) จัดงานสัมมนา เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงในนโยบายของสหรัฐ ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย”

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2553 เวลา 9.00 – 15.30 น.
ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ชั้น 2 ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ดูรายละเอียดงานสัมมนาได้ที่ เว็บไซต์คณะรัฐศาสตร์ www.polsci.tu.ac.th




--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หลินปิง...อุ้มได้ จ่าย (แค่) 5 ล้าน

Daily News - Manager Online
หลินปิง...อุ้มได้ จ่าย (แค่) 5 ล้าน
ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
24 ธันวาคม 2552 18:38 น.













คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น















“ถ้าเปรียบ 'หลินปิง' เป็นแบรนด์ ตอนนี้ก็เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว”

ความเห็นที่รวบรัดสั้นกระชับจากนักการเงินอย่าง สฤนี อาชวานันทกุล ย่อมไม่เกินเลยความจริงแม้แต่น้อย เพราะหากไม่ 'ติดตลาด' จริงดังว่า หาไม่ เจ้าแพนด้าตัวอ้วนกลมตัวนี้ คงไม่มีค่าตัวพุ่งสูงถึง 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการได้มีสิทธิ์สัมผัสใกล้ชิด...สักครั้งหนึ่งในชีวิต

อานิสงส์เงินล้าน

ในแง่มุมหนึ่ง เงินจำนวนดังกล่าวย่อมนับว่ามากโขเกินกว่าที่คนธรรมดาจะยอมจ่ายเพื่อให้ได้ อุ้มเจ้า 'แพนด้าน้อย' แม้ว่าทุกครั้งที่ได้เห็นจะรู้สึกอยากกอดสัมผัสใกล้ชิดสักเพียงไร แต่ถ้าให้ยอมจ่ายถึง 5 ล้านบาท...ใครบ้างจะกล้าทุ่มถึงขนาดนั้น
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อ ประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี หัวหน้าโครงการวิจัยและส่วนจัดแสดงหมีแพนด้าแห่งประเทศไทย เผยต่อสื่อมวลชน ว่า มีอาม่าท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ เสนอขอมอบเงินบริจาคให้แก่ทางสวนสัตว์เป็นจำนวนสูงถึง 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการให้หลานของอาม่าได้อุ้มหลินปิง

เมื่อเราสอบถามไปยังหัวหน้าโครงการวิจัยฯ ผู้นี้ ก็ได้รับการขยายความว่า เงิน 5 ล้านบาทที่ได้รับจากการบริจาคจะสามารถนำมาเป็นทุนสำหรับการพัฒนาวิจัยหมี แพนด้า

“วัน หนึ่งข้างหน้าเราก็สามารถสร้างศูนย์ถาวรสำหรับการวิจัยศึกษาชีวิตความเป็น อยู่ของหมีแพนด้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ เงินบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โครงการหลินปิงช่วยช้างที่ท่านผู้อำนวยการสวนสัตว์ฯ ริเริ่มขึ้น ก็จะสามารถนำเงินไปช่วยเหลือช้างเร่ร่อนด้วย”


รักได้ ใคร่จ่าย
เงิน 5 ล้าน จากหลายแง่มุม

เหล่านี้ล้วนเป็นแง่มุมดีๆ จากเงิน 5 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนช่วยยกระดับศูนย์วิจัยให้สามารถพัฒนา ศึกษาค้นคว้าชีวิตแพนด้าได้อย่างเต็มรูปแบบยิ่งขึ้น หรือความตั้งใจว่าจะนำรายได้จากการบริจาคไปช่วยเหลือช้างเร่ร่อนให้อยู่ดีมี สุข แต่ไม่ว่าอย่างไร ข่าวคราวการบริจาคเงิน 5 ล้านบาทของอาม่าให้แก่สวนสัตว์เชียงใหม่แล้วได้รับการพิจารณายินยอมจากทาง สวนสัตว์ ก็ถือเป็นเรื่องที่สร้างความกังขา เคลือบแคลงให้แก่คนในสังคมไม่น้อย

ทำนองว่า...ถ้าไม่รวย ก็ไม่มีสิทธิ์กอดหลินปิงงั้นหรือ? บ้างก็โต้ตอบถกเถียงกันในหมู่เพื่อนฝูงทำนองว่า ก็เพราะเขารวยไงล่ะ ถึงมีสิทธิ์กอดหลินปิง ส่วนคนจนๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีสิทธิ์

มากไปกว่านั้น คือการตั้งคำถามถึงการกระทำของสวนสัตว์และผู้มีอำนาจในการตัดสินใจให้หลิน ปิงถูกกอดแลกกับเงิน 5 ล้านบาท ว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะควรหรือไม่ เพราะหากทำเช่นนั้น แพนด้าน้อยตัวนี้คงไม่ต่างจากสินค้าตัวหนึ่งที่ถูกสวนสัตว์นำมาใช้เป็น เครื่องมือหาเงิน

แต่ก่อนจะไปค้นหาคำตอบกันถึงข้อสังเกตดังกล่าว ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นผ่านมุมมองที่ผ่อนคลายกันสักหน่อยไหม เป็นต้นว่า ถ้าเปรียบหลินปิงเป็นสินค้าจริงๆ เป็นแบรนด์หรูที่คนคลั่งไคล้ หรือไม่ก็เป็นกิจกรรม เป็นดารา เป็นศิลปิน เป็นอะไรก็ตาม ที่ผู้คนพร้อมจะยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อแลกกับการได้ถือครองหรือสนิทชิดใกล้

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากรู้นักว่า สำหรับคนที่คลั่งไคล้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เป็นต้นว่า นักสะสมกันดั้มตัวยง, คนที่ชอบทำบุญ, หญิงสาวหัวใจเกาหลี รวมถึงชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการ 'ลงอ่าง' เป็นชีวิต

ถ้ามีเงิน 5 ล้านบาทอยู่ในมือ พวกเขาจะนำไปจัดการอย่างไร จะเพิ่มมูลค่าความสุขให้แก่ตัวเองด้วยวิธีไหน

เหล่านี้ คือคำตอบของพวกเขา

“หาก มีเงิน 5 ล้าน ผมจะนำไปสร้างพิพิธภัณฑ์กันดั้ม เก็บรวบรวมของที่เกี่ยวกับกันดั้มเจ๋งๆ ไว้ครับ บางคนอาจมองว่า กันดั้มเป็นแค่ตัวการ์ตูน จริงๆ กันดั้มเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ผมจึงอยากให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่าเสน่ห์ของกันดั้มเป็นอย่างไร มีอะไรซ่อนอยู่ในหุ่นเหล่านี้บ้าง”
เป็นคำตอบจาก พีรพงษ์ ธนกิจ แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม

พีรพงษ์ บอกว่าตอนนี้บ้านของเขา มีทั้งโมเดลกันดั้ม ตุ๊กตากั้นดัมจำลองหลากไซส์ หนังสือการ์ตูน หนังสือสารานุกรมข้อมูล นิยาย และสิ่งอื่นๆ อีกสารพัดที่ล้วนเกี่ยวข้องกับกันดั้มทั้งสิ้น ก่อนย้อนความทรงจำให้ฟังว่า ครั้งยังเยาว์ เมื่อได้ดูการ์ตูนกันดั้ม ก็รู้สึกถูกชะตากับหุ่นยนต์สุดเท่ห์เหล่านี้เข้าอย่างจัง ทำให้เขาสนใจใคร่รู้ความเป็นมา จึงเก็บข้อมูลและศึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกันดั้ม โดยเก็บออมเงินค่าขนมเพื่อนำไปซื้อคอลเลกชั่นกันดั้มปีละครั้ง

และความคลั่งไคล้ที่เก็บถูกรายละเอียดของกันดั้มไว้ในความทรงจำก็ส่งให้เขา คว้าตำแหน่ง 'แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม' จากรายการแฟนพันธุ์แท้มาครองได้ นับเป็นการการันตีความ ‘คลั่ง’ ของพีรพงษ์ที่มีต่อกันดั้มได้เป็นอย่างดี

โบกมือลาเจ้าของหุ่นในตำนานและก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาพูดคุยกับสุภาพบุรุษที่ชมชอบและอิ่มสุขกับการทำบุญกันบ้าง เขาคือ สรพงษ์ ชาตรี พระเอกยอดนิยม และคู่ชีวิต ดวงเดือน จิไธสงค์ ผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ พลังแห่งศรัทธาและทุนทรัพย์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในการสร้างอุทยานมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี (เมตตา บารมี) ริมถนนมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กอีกด้วย

สรพงษ์ตอบคำถามเรื่องเงิน 5 ล้านกับเราว่า

“เงิน 5 ล้านบาทเอาไปทำอะไรขึ้นกับความชอบความสนใจ และความสุขส่วนตัวของแต่ละคน คนที่ไม่มีบ้านอยู่ อาจนำไปสร้างบ้าน คนทำหนังก็อาจนำไปสร้างหนัง สำหรับผมคงเอาไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวม คือนำไปใช้สร้างพระนอนปางพุทธไสยาสน์ พระทองสัมฤทธิ์องค์แรกของโลกครับ นั่นแหละความสุขของผม”

หลังจากพูดคุยกับ 2 หนุ่มต่างวัยแล้ว ลองมารับฟังความเห็นของหญิงสาวกันบ้าง

เธอคือ ลักขณา คำดี สาววัย 20 ปลายๆ ผู้คลั่งไคล้เทรนด์เกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดเจียดเงินเดือนในแต่ละเดือนเพื่อเป็นทุนสำหรับเยือนประเทศที่ใฝ่ฝัน มาแล้วถึง 3 ครั้ง เพียงเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับความเป็นกลิ่นอายของเกาหลีใต้ ประเทศที่ 'ดงบังชินกิ' กลุ่มศิลปินที่เธอชื่นชอบอาศัยอยู่ เมื่อถามถึงว่าเธอชื่นชอบและคลั่งไคล้ความเป็นเกาหลีและศิลปินระดับไหน ได้คำตอบว่า “มาก”

ลักขณาเล่าว่า เริ่มแรก เธอชอบที่จะดูซีรีส์เกาหลีและติดตามดูศิลปินอย่างเป็นจริงเป็นจัง จากนั้น ระยะหลัง ก็เริ่มทุ่มความสนใจมากขึ้นตามลำดับ เมื่อถูกถามว่า หากมีเงิน 5 ล้านบาทจะเอาไปทำอะไรเพื่อที่จะตอบสนองความคลั่งไคล้ของตัวเอง หญิงสาวผู้นี้ตอบว่า

“ถ้า ระยะสั้นนะ จะเอาไปจ้างศิลปินกลุ่มดงบังชินกิสักสามคนได้แก่ มิคกี้ ยูชอน, ยองวุง แจจุง และซีอา จุนซู ที่กำลังมีปัญหากับค่ายอยู่ตอนนี้ เพราะพวกเขาสามารถรับงานนอกได้ ให้มามีตแอนด์กรี๊ดกับแฟนคลับที่ประเทศไทย ซึ่งรวมค่าตัว ค่าที่พัก การดูแลต่างๆ ของศิลปินก็ประมาณ 2 ล้านกว่าบาท ส่วนสถานที่จัดก็น่าจะเป็นโรงหนังแถวๆ สยามสแควร์ ที่เป็นส่วนตัวนิดหนึ่ง เพราะแฟนคลับจะได้ไปร่วมงานอย่างสะดวกด้วย

“เราจะเป็นคนดูแลศิลปินเองค่ะ ดูแลแบบใกล้ชิดด้วย ซึ่งตัวเราก็มีความสุขอยู่แล้ว และเพื่อนๆ เราที่ชอบเหมือนกัน เขาก็จะมีโอกาสที่จะใกล้ชิดศิลปินที่เขาชอบด้วย”

ได้สัมผัสกับความคลั่งไคล้ของหญิงสาวกันแล้ว ลองมาทำความรู้จักกับความฝันของนักเที่ยว 'อ่าง' หรืออาบอบนวดกันบ้าง

บีม (นามสมมติ) หนุ่มวัยกลางคน ที่ชื่นชอบการเที่ยวอาบ อบ นวดในระดับมากที่สุด ให้ความเห็นว่า ถ้ามีเงิน 5 ล้านบาทขนาดนั้น หากมองในระยะยาวเขาจะนำเอาไปลงทุนเล่นหุ้น เพื่อที่จะมีรายได้ ให้ตัวเองได้นำไปใช้เที่ยวในอนาคตได้อย่างไม่หมดสิ้นน่าจะดีกว่า

“สมมติ เอาไปใช้อย่างเดียวก็หมดไง แต่ถ้าเอาไปทำอะไรให้มันงอกเงยแล้วตอบสนองสิ่งที่เราชอบ มันน่าจะดีกว่านะ ผมว่ามันไร้สาระที่เราจะจ่ายเงินตู้มเดียว 5 ล้านแล้วหายไปกับอะไรไม่รู้ จริงๆ ผมอาจจะเปิดร้านเป็นของตัวเองเลยก็ได้ ซึ่งร้านก็จะเป็นแบบที่มีโคโยตี้สาวๆ มาเต้น เป็นคาราโอเกะด้วย แบบที่มีน้องๆ หนูๆ มานั่งดริ๊งก์ และปกติเราก็ชอบไปเที่ยวแบบนี้อยู่แล้ว ถ้ามีเป็นของตัวเอง เราก็อยู่กับมันได้ทุกวัน ก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งด้วย”


หลินปิง ของ 'เรา' หรือของใคร?

หลังจากรับฟังความเห็นของคนที่คลั่งไคล้สิ่งต่างๆ ซึ่งบอกเล่าการตอบสนองความสุขของตัวเองด้วยเงิน 5 ล้านบาทแล้ว ลองมารับฟังทัศนะจากนักเศรษฐศาสตร์กันบ้าง ซึ่งเป็นมุมมองต่อเนื่องจากประเด็นคำถามที่เราเกริ่นไว้ข้างต้น ถึง 'สิทธิ' ในการเข้าใกล้ เข้าถึงและสัมผัสเจ้าแพนด้าน้อย

รวมถึงข้อกังขาที่ว่า การที่สวนสัตว์ยินยอมตามความต้องการของผู้บริจาคเงิน 5 ล้านบาท เพื่อให้หลานได้อุ้มหลินปิงนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ หรือผู้มีอำนาจในการรับผิดชอบดูแลสวนสัตว์แห่งนี้ สมควรทำหรือไม่?

การกระทำดังกล่าว เปรียบเสมือนการมองหลินปิงเป็นเพียงสินค้าหรือเปล่า? หรือเป็นความปกติธรรมดาของสังคม ที่เมื่อมีอำนาจเงิน มีปัจจัยเพียงพอ ก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและเป็นที่ต้องการของคนหมู่มาก ได้ ไม่ต่างจากที่คนมีฐานะทั่วไปมีสิทธิ์เป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมราคานับ ล้าน

ดร.ศักดิ์ชัย คิริพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สะท้อนความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า

“หาก เรามองหลินปิงเป็นสินค้าทั่วไป ก็แปลว่า ใครก็ตามที่มีเงิน ก็มีโอกาสได้เชยชม นั่นก็เท่ากับว่า คนที่มีสตางค์ก็ได้เข้าใกล้ แต่คนทั่วไปที่ไม่มีเงินมากเทียบเท่า ก็ไม่มีโอกาส นี่คือมุมมองที่ตั้งไว้ว่าถ้าหากหลินปิงเป็น 'สินค้า' นะครับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หลินปิงไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หลินปิงเป็นของทุกคน เป็นสมบัติของรัฐ เป็นของมีค่า เปรียบได้กับภาพศิลปะในพิพิธภัณฑ์ที่ไม่อาจตีค่า ดังนั้น สิทธิในการเข้าใกล้หลินปิง ก็ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับอำนาจซื้อของคน

“คำถามของผมคือ รัฐมองว่าหลินปิงเป็นสมบัติส่วนตน หรือมองว่าเป็นสมบัติของส่วนรวม”

สำหรับ ดร. ศักดิ์ชัย เขาไม่อาจละทิ้งคำถามดังกล่าวได้ โดยเฉพาะเมื่อสวนสัตว์หรือภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สามารถนำรายได้เข้าสู่องค์กรด้วยอำนาจซื้อของคนที่ต้องการมีสิทธิในการเข้า ใกล้หลินปิง

“มุมมองส่วนตัวของผม หลินปิงควรเป็นของส่วนรวม เพราะหลินปิงสร้างความสุขให้คนทั้งประเทศ ไม่ควรจะเอาหลินปิงมาทำให้รู้สึกคล้ายกับสินค้าโดยให้เหตุผลว่า จะนำเงินมาช่วยสัตว์ หากจะทำเช่นนั้นจริงๆ ผมว่าน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ เช่น ก่อตั้งกองทุนหรือมีสถานที่สำหรับรับบริจาคเงินเพื่อวิจัยแพนด้าและช่วย เหลือสัตว์ ในบริเวณที่เด็กๆ มาชมหลินปิง”

...แต่ไม่ควรใช้วิธีที่ให้สิทธิกับผู้ที่มี 'อำนาจซื้อ'
คือความเห็นทิ้งท้ายจากนักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ ที่มีต่อปรากฏการณ์ 'ค่าตัวหลินปิง'

...............

“ตอน นี้ผมกำลังรอให้อาม่าติดต่อมาอีกครั้ง อาม่าเงียบหายไป คงตกใจที่มีข่าวเยอะ ถ้าอาม่าติดต่อมาอีกครั้งผมก็อนุมัติอยู่แล้วครับ เพราะถือว่าเป็นการโปรโมต เป็นการประชาสัมพันธ์ให้เด็กๆ รักสัตว์”

คือ คำตอบจาก โสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์

.............

เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157928